คดีไม่จบ! หลักฐานมัด “ธัมมชโย” เสพเมถุน ผู้ร่วมเสพตัวจริงพร้อมเป็นพยาน!?

-------Advertisement----------

หลวงปู่พุทธะอิสระ แจงความผิดของพระธัมมชโยทั้งทางสงฆ์และทางโลก โดยเฉพาะความผิดตามพระธรรมวินัย 2 ใน 4 สิกขาบท มีหลักฐานชัดเจนถึงขั้นปาราชิก ตะลึงอีกหนึ่งข้อหา ธัมมชโย “เสพเมถุน” ขณะนี้รอเพียงผู้ร่วมเสพเข้ามาเป็นพยานด้วยตัวเอง เตรียมนำมวลชน พร้อมสังฆทานชุดใหญ่ไปฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ ที่ละเว้นต่อหน้าที่ในกรณีธรรมกาย ระบุต้องปฏิรูปวงการสงฆ์ ไม่เช่นนั้นผลผลิตธรรมกายและมหาเถรจะแตกหน่อไปทั่ว ชี้ไม่ควรปล่อยให้มหาเถระ 20 คน สืบทอดอำนาจเฉกเช่นปอบ เดิมพันศึกผ้าเหลือง มีพระธัมมชโย ต้องไม่มีหลวงปู่พุทธะอิสระ !

“ธัมมชโยไม่รู้ตัวเองว่าเป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายของบ้านเมืองในเวลานี้ และไม่ยอมรับกฎของกรรมที่ตัวเองกระทำ ถือได้ว่าไม่ใช่นักบวช อีกทั้งการเอารูปแบบของพระพุทธศาสนา มาเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ และแสวงหาผลระโยชน์ ไม่เคารพศรัทธาพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง อีกทั้งตีเสมอตัวเองว่า ตนเป็นผู้ลงมาปราบ แต่พระพุทธเจ้าลงมาโปรด เป็นต้นธาตุ ต้นธรรม สร้างความงมงาย จึงถือได้ว่าธัมมชโยก็ไม่น่าเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในวิถีของพุทธศาสนิกชน (ที่มีปัญญา) ยกเว้นพวกงมงายเชื่อง่าย” หลวงปู่พุทธอิสระ อธิบายตัวตนของพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ไม่ควรคงสภาพความเป็นพระสงฆ์ในวงการพุทธศาสนาอีกต่อไป

ตะลึงธัมมชโย “เสพเมถุน” ต้องปาราชิก

หลวงปู่พุทธะอิสระ บอกว่า ถ้าจะพูดถึงความผิดทางสงฆ์ในประเทศไทย มีบทลงโทษสงฆ์ ด้วยกัน 2 ระบบ คือ บทลงโทษตามพระธรรมวินัย และบทลงโทษตามคณะสงฆ์ ‘พระธรรมวินัย’ คือ กฎระเบียบข้อบังคับที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เพื่อป้องกันการละเมิดและการกระทำผิดของพระภิกษุสงฆ์ เมื่อใดกระทำผิดศีล ศีลขาด หรือ อาบัติ ซึ่งอาบัติก็จะมีเบา กลาง หนัก

อาบัติหนัก ที่มีโทษร้ายแรงมี 2 ประการ คือ อาบัติขั้นปาราชิก ซึ่งเป็นอาบัติขั้นสูงสุดของพระสงฆ์ ทำให้ขาดจากการเป็นพระทันที ไม่ว่ามีผู้รู้เห็นหรือไม่ก็ตาม โดยมีบทลงโทษจากพฤติกรรม ดังนี้

• ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน เช่น การขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น
• การกล่าวอวดอุตริมนุสธรรม หมายถึง การอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
• เสพเมถุน หมายถึง การร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์
• การพรากกายมนุษย์จากชีวิต หมายถึง การฆ่ามนุษย์ให้ตาย

ซึ่งสิ่งที่พระธัมมชโยกระทำอยู่นั้น ถึงขั้นปาราชิก มีอยู่ด้วยกัน 4 สิกขาบท ปัจจุบันธัมมชโยโดนไปแล้ว 2 สิกขาบท คือเรื่องของการลักทรัพย์ และอวดอุตริมนุสธรรม และจะมีเรื่องใหญ่อีกหนึ่งเรื่องที่ทุกคนต้องตะลึง

“เรื่องการเสพเมถุน ก็มีคนพร้อมมาเป็นพยานให้ ก็คือผู้ร่วมในการเสพเมถุน” หลวงปู่ฯ ระบุ

อย่างไรก็ดี ในเรื่องของความสัมพันธ์กับสตรีเพศของพระธัมมชโยนั้น พระอดิศักดิ์ วิริยะสักโก อดีตพระธรรมกาย ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย เคยออกมาแฉข่าวคาวๆ กับสื่อเล่มหนึ่งว่า ธัมมชโย ได้พัวพันสีกาหลายต่อหลายคน อาทิ สีกาอี๊ด สีกาตุ๊ สีกาติ๋ม และอีกหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่แม่ม่าย ที่ทั้งสามียังอยู่ และบางคนก็สามีตายก็ตาม และพฤติกรรมที่น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ การเย้าแหย่สีกา ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เหมาะสม

“เจอสีกาที่สวย ๆ ถูกใจก็จะเย้าแหย่ ชมกันแบบชายหนุ่มเกี้ยวหญิงสาว มันก็เหมือนหมาหยอกไก่นั่นแหละ มีเรื่องเยอะแยะเกี่ยวกับสีกา ซึ่งอาตมา (พระอดิศักดิ์) ตอนที่อยู่ที่นั่นเป็นคนคอยกันสีกาออกไป แล้วก็พบเรื่องสีกาแย่งกันไป แย่งกันมา ถึงกับทะเลาะเบาะแว้งกัน บางคนก็มาร้องห่มร้องไห้”

ในการให้สัมภาษณ์ของพระอดิศักดิ์ ยังบอกด้วยว่า มีหลักฐานที่สีกาเขียนจดหมายมาสารภาพ คือพระธัมมชโยเป็นคนวิปริตโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ว่าจะสถานการณ์ใด ๆ ก็ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเขียนมาสารภาพถึงความยิ่งใหญ่และความแก่งของตัวเอง หลังจากมีการประพฤติผิดกันแล้ว

หลวงปู่ฯ ย้ำว่า ความผิดที่เกิดขึ้นที่ต้องปาราชิกของพระธัมมชโย 2 สิกขาบทและกรณีเสพเมถุน ที่กำลังรอพยานที่ร่วมเสพเมถุนด้วยมาเปิดตัว ส่วนข้อที่เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ หลวงปู่ฯ บอกว่า ยังไม่รู้ว่าเคยสั่งฆ่าใครแล้วหรือยัง ?

ตรงนั้นเป็นความผิดทางวินัยของพระธัมมชโย ซึ่งในความเป็นจริงยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.การปกครองสงฆ์ เพราะพระธัมมชโยอยู่ในสถานภาพเป็นเจ้าอาวาส เป็นพนักงาน ตามกฎหมาย แต่ละเมิดจรรยาพระสังฆาธิการ ละเมิดกฎหมาย ละเมิดอำนาจคณะสงฆ์ ผิดคำสั่งเถรสมาคม ผิด พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2553 ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่

559000013287304

ส่วนความผิดในด้านการปกครองคณะสงฆ์นั้น ธัมมชโย ซึ่งอยู่ในสถานภาพเป็นเจ้าอาวาส เป็นพนักงานตามกฎหมาย แต่ละเมิดจรรยาพระสังฆาธิการ ละเมิดกฎหมาย ละเมิดอำนาจคณะสงฆ์ ผิดคำสั่งเถรสมาคม ผิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ในเรื่องการปกครองคณะสงฆ์ แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2535 ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ ธัมมชโย ละเมิดอำนาจหน้าที่ของตน และประพฤติมิชอบ ทุจริต และทำการเรี่ยไรผิดคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไร ซึ่งที่ผ่านมาพระธัมมชโยทำผิดมาตลอด เพราะมีการเรี่ยไรมาตลอดเวลา

“ความผิดเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการใด ๆ จากหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ถูกต้อง จนฉันต้องออกมาแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ จนทุกวันนี้ จึงไม่เห็นธัมมชโยและบริวาร ออกมาหากินนอกวัดอีกเลย” หลวงปู่ พุทธอิสระ บอก

หลักฐานมัด “ธัมมชโย” เสพเมถุน ผู้ร่วมเสพตัวจริงพร้อมเป็นพยาน!?
ธุดงค์กลางเมือง เสียงบ่น ปน เสียงสาธุ

โครงการ ธุดงค์ธรรมชัย เป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ของพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ปี มีการนำพระกว่า 1,000 รูป มาเดินธุดงค์ในเมือง โดยทางที่เดินนั้นโรยด้วยดอกดาวเรือง เป็นระยะเวลากว่า 422 กิโลเมตร ซึ่งวัดพระธรรมกายให้เหตุผลในพิธีกรรมนี้ว่า เป็นการมาโปรดและเรียกศรัทธาจากญาติโยม ในความเป็นจริงโครงการนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ทางวัดพระธรรมกายก็ออกมาปฏิเสธ ว่ากิจกรรมนี้ไม่ได้เป็นต้นเหตุทำให้รถติดแต่อย่างใด

หลวงปู่พุทธอิสระ บอกว่า การเดินธุดงค์ธรรมชัยนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งความผิด เป็นเอารูปแบบพระธรรมวินัยและพระพุทธศาสนา มาสร้างศรัทธาเพื่อหากินเท่านั้น แสวงหาผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่ได้เอารูปแบบพระธรรมวินัยกิจกรรมพระพุทธศาสนามาเป็นเครื่องมือในการขัดเกลากิเลสอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ทั้งนี้ การธุดงค์ เป็นกิจกรรมที่เคร่งมากของพระที่ไม่ปกติธรรมดา เนื่องจากพระปกติธรรมดาต้องอยู่วัด แต่พระธุดงด์ต้องอยู่ป่า ฉันมื้อเดียว เดินจีวรปอนๆ ไม่จับเงินจับทอง อยู่ห่างไกลบ้าน ไม่มั่วสุมอยู่ในสังคม แต่สิ่งที่ธัมมชโยกระทำนั้นคนละเรื่องกันเลย ธัมมชโยดึงเอารูปแบบและชื่อยี่ห้อของพระพุทธศาสนา มาสร้างศรัทธา โฆษณา ให้คนหลงเชื่อ ดังนั้น ธัมมชโย จึงไม่ใช่พุทธ และลัทธิธรรมกายไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่เป็นศาสนาใหม่ หรือ ลัทธิที่เขายกขึ้นมาเพื่อแอบแฝงในพุทธิเท่านั้น

“ถ้าไม่ใช่พุทธอิสระออกมาโวยวายแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ ว่าเป็นกิจกรรมที่เอาอริยะวินัย มาเป็นเครื่องมือโปรโมต วันนี้เราก็คงเห็นธัมมชโย จัดขบวนเดินธุดงค์ธรรมชัยอีกเป็นแน่”

คดีธรรมกาย เหมือนโยนหินลงทะเล

นอกจากความผิดที่เห็นแบบดิ้นไม่หลุดแล้ว ยังมีคดีอีกมากมายที่หลวงปู่พุทธอิสระได้ไปแจ้งความ ไม่ว่าจะศาลทางสงฆ์ หรือ ศาลทางโลก แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา คือ ทุกอย่างเงียบสนิท

“ฉันก็ไปแจ้งความตั้ง 57 คดี ทั้งธัมมชโย ทั้งรองเจ้าอาวาส ทั้งลูกน้องและบริวาร เป็นคดีอาญา คดีฝ่ายศาลทางสงฆ์ ศาลทางโลก แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร ก็เงียบสนิท ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น จากฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ ก็ไปร้องทุกข์ กล่าวโทษ ตั้งแต่ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ จังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน แจ้งมาประมาณปีกว่าแล้วก็เงียบสนิท ไม่มีใครทำอะไร จนกระทั่งต้องนำเรื่องร้องทุกข์เข้าสู่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำนินคดีกับผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”

โดย 2 หน่วยงานที่ควรถูกดำเนินคดี คือ มหาเถรสมาคม และเจ้าคณะผู้ปกครอง ตามลำดับชั้น รวมไปถึง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพราะหน่วยงานนี้เป็นผู้มีอำนาจแต่ไม่ดำเนินการ กลับปล่อยให้คนผิดลอยนวล หลวงปู่ฯ ย้ำว่า ถึงเวลาที่จะรื้อฟื้นหรือปฏิรูปวงการคณะสงฆ์ได้แล้ว

559000013287305
ปฏิรูปวงการสงฆ์ ยุติธรรม(กลาย) กาย

ปัจจุบันสังคมมองเห็นแล้วว่าการกระทำของพระธัมมชโยเป็นความผิดทางพระธรรมวินัย และทางโลกก็ผิดกฎหมายอาญา ซึ่งอยู่ระหว่างดีเอสไอเข้าดำเนินคดี ในคดีสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น สร้างความเสียหายนับหมื่นล้านบาท และยังเป็นผู้ต้องหาคดีร่วมกันบุกรุกป่าบริเวณสวนป่าหิมวันต์ ภูเรือ จังหวัดเลย รวมถึงคดีบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อสร้างศูนย์ปฎิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเลย์ เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปัญหาเหล่านี้สะสมมานาน แต่ผู้มีอำนาจไม่ยอมลงมาจัดการ แก้ไขปัญหา โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลใด ๆ ดังนั้นการปฏิรูปวงการสงฆ์ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“ได้เสนอ คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้เสนอรัฐบาล รื้อฟื้นกฎหมายคณะสงฆ์ ให้นำเอา พ.ร.บ. คณะสงฆ์ 2484 ที่มีการสถาปนาสังฆสภามณฑล สังฆสภาจังหวัด ของเดิมดีอยู่แล้ว ใช้หลักสามัคคีธรรมในการปกครอง ไม่ใช่รวบอำนาจแบบอัตตาธิปไตยอย่างทุกวันนี้ ที่อำนาจยู่ที่มหาเถระแค่ 20 กว่าคน”

หลวงปู่ฯ เชื่อว่า ถ้ามีการรื้อฟื้นเอาของเก่าผสมของใหม่บ้างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย บ้านเมืองจะดีขึ้น เพราะประเทศไทยมีพระเก่งมากมายที่มีความรู้ที่อยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่มีสิทธิ์เข้ามานั่งในมหาเถรสมาคม เนื่องจากการสืบทอด ตำแหน่งในกรรมการมหาเถระ เสมือนถ่ายทอดทางการถ่มน้ำลายให้กันเหมือนปอบ พวกทาส ญาติ บริวาร ต้องเส้นต้องสาย ผ่านทางระดับสมเด็จ ถึงจะสามารถเข้าไปนั่งอยู่ในนั้นได้

หากไม่มีการขยับครั้งใหญ่ ยังไม่มีการปฏิรูปวงการสงฆ์ ลัทธิธรรมกายก็ยังคงยู่ และอาจเกิดธรรมกาย สอง สาม สี่ ห้า เรียกว่าเป็นผลผลิตธรรมกาย และเป็นผลผลิตของมหาเถระด้วย ที่ปล่อยเรื่องราวต่าง ๆ ให้บานปลาย โดยไม่คิดจัดการใด ๆ และก่อคดีสร้างความเสียหาย ทั้งทางธรรม และทางโลก อย่างทุกวันนี้

“ถ้ามหาเถระทำตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี 2542 จะมีหรือที่ธัมมชโย จะลอยหน้าลอยตาหลอกชาวบ้าน จนกระทั่งเกิดคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสร้างความเสียหายพันล้านหมื่นล้าน ที่จริงต้องไปฟ้องร้องมหาเถระ เจ้าคณะปกครองด้วยที่ปล่อยปละละเลยให้บริวารมาสร้างความเดือดร้อน”

ดังนั้นหากย้อนดูจากพระลิขิต เมื่อ 29 เม.ย. 2542 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระลิขิตเกี่ยวกับปัญหาวัดพระธรรมกาย ปทุมธานี และทรงให้กรมการศาสนารับสนองพระลิขิต มีใจความระบุว่า “ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไปกลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที

“การไม่ยอมคืนสมบัติให้วัด ในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาเป็นของตน แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ยังไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพระลิขิตระบุไว้ชัดเจน แต่มหาเถรสมาคมก็ไม่ได้จัดการใด ๆ ซึ่งหากดูจากรูปคดีนี้ ทุกอย่างยุติได้ด้วยเงิน ไม่ได้จบลงเพราะความถูกต้อง

“ธัมมชโยขี้ขลาด ไม่ยอมรับความจริงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ที่ผ่านมาใช้เงินเคลียร์ตลอด ปัจจุบันเคลียร์ไม่ได้ เพราะเป็นยุค คสช. เค้าก็พยายามเคลียร์นะ อ้างฝ่ายโน้นยอมแล้ว ฝ่ายนี้เจรจาได้ และฉันล่ะ ซึ่งทุกคดี พุทธอิสระ จะเป็นโจทก์ฟ้อง และก็ได้ตอบกลับไปว่า ฉันไม่อยากให้อลัชชีครองเมือง”

559000013287306
ศึกเดิมพันผ้าเหลืองมีหลวงปู่พุทธะต้องไม่มีธัมมชโย

อีกทั้งการที่เรื่องราวของพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย ยืดเยื้อยาวนาน จนกระทั่งผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ เริ่มมองเห็นแล้วว่าสถานะของวัดพระธรรมกายเป็นอย่างไร และการที่วัดพระธรรมกายทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ทำให้ คนในสังคมเริ่มจับตามอง หากยังดื้อดึงดัน ภาครัฐทำอะไรไม่ได้ เดี๋ยวเจ็ดสิบกว่าล้านคน จะพากันไปเอง

“พุทธอิสระ จะนำมวลชนไปเอง รอกันอีกระยะหนึ่ง จะได้รู้กันว่า เจ้าคณะปกครอง จังหวัด อำเภอ หน ภาค ที่นั่งกินเงินเดือนและรับตำแหน่ง และไม่ทำงาน จะอยู่ได้อย่างไร ก็จะไปเยี่ยม และเอาสังฆทานชุดใหญ่ไปถวายเหมือนที่ไปถวายวัดปากน้ำ ไล่ไปเรื่อยๆ

ที่ผ่านมาการที่เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้กฎหมายจัดการกับพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย สำนักพุทธ ก็จะทำหนังสือแย้งออกมาว่า คณะสงฆ์มีกฎหมายพิเศษปกครองตัวเอง บุคคลอื่น หรือฆราวาส ไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ ดังนั้น สำนักพุทธก็ต้องรับผิดชอบ เพราะความผิดในสถานภาพในเรื่องที่ปกครองอยู่ แต่กลับละเว้น อยู่กันไปเพื่อรับเงินเดือน รับตำแหน่ง แต่งานการไม่เอา แล้วเมื่อไหร่บ้านเมืองจะดีขึ้น

วันนี้จึงใกล้ถึงเวลาที่หลวงปู่พุทธะอิสระ จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันคดีพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย หากดีเอสไอและตำรวจยังไม่สามารถจัดการคดีวัดพระธรรมกายได้ หลวงปู่ฯ ก็จะใช้ยุทธศาสตร์ในแบบฉบับหลวงปู่เข้าจัดการต่อไป เพราะวันนี้หลวงปู่เองก็ไม่มั่นใจว่าพระธัมมชโยจะอยู่ที่วัดพระธรรมกาย แต่ที่มั่นใจที่สุดถ้ามีพระธัมมชโย พระธรรมวินัยอยู่ไม่ได้ อย่างนั้นก็จะไม่มีพุทธอิสระ

“ฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะอยู่ และก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะไม่หาคนหน้าเหมือนมาแทน สมัยนี้การผ่าตัดหน้าเหมือนทำได้ง่าย และก็ไม่มั่นใจว่าตำรวจจะจับตัวเขาได้ แต่ที่ฉันมั่นใจคือ ฉันเตรียมเสื้อ กางเกง ไว้แล้ว”

การประกาศศึกเดิมพันผ้าเหลือง ของหลวงปู่พุทธอิสระ กับ ธัมมชโย จะออกมารูปใด คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป!

-------Advertisement----------